การรณรงค์ยกเลิกพ.ร.บ.อิสลาม

บทความนี้เพื่อชี้แจงแก่ผู้ที่จะลงประชามติ


1. ยกเลิกพรบ.อิสลาม


ก่อนอื่นขอเรียนชี้แจงแก่พี่น้องไทยทุกท่านทราบ เราไม่มีเจตนาจะสร้างความแตกแยกในสังคมแต่อย่างใด หลังจากได้ศึกษากฎหมายอิสลามและมติคณะรัฐมนตรีหลายฉบับจึงเห็นความไม่เท่าเทียมเกิดขึ้นมากมายในประเทศไทย เราจึงไม่สามารถนิ่งเฉยต่อไปได้เมื่อเราเห็นและตระหนักถึงความไม่เท่าเทียมในสังคม จึงต้องลุกขึ้นทำหน้าที่คนไทยตามมาตราที่ 50 ข้อ 1


“คนไทยมีหน้าที่ดูแล ชาติ ศาสนา และสถาบันพระมหากษัตริย์”


ดังนั้นการให้ข้อมูลนี้จึงเป็นการบอกเล่าข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความไม่เท่าเทียมของกฎหมายไทยที่เกิดจากการออกกฎหมายอิสลามแล้วบังคับใช้ในรัฐธรรมนูญ  ไม่เกี่ยวข้องกับหลักการและความเชื่อของศาสนาอิสลามแต่อย่างใดและเรากำลังเรียกร้องความเท่าเทียมกันตามกฎหมายรัฐธรรมนูญที่เป็นแม่แบบการปกครองของประเทศไทย ไม่ได้โกรธ เกลียด เคียดแค้นอิสลามเป็นการส่วนตัวแต่อย่างใด


อิสลามออกกฎหมายศาสนาตามความเชื่อของตนและบังคับใช้ในรัฐธรรมนูญ  ที่จริงความเชื่อส่วนบุคคลจะนำมาออกเป็นกฏหมายแล้วใช้อำนาจรัฐหนุนความเชื่อของตนนั้นไม่ถูกต้องเพราะขัดแย้งต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญไทยหลายมาตรา จะขอกล่าวถึง พรบ อิสลาม 3 ฉบับ เช่น


1.1 พระราชบัญญัติฮัจย์ - พรบ ฮัจย์ ฉบับแรกออกในสมัยพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ในปี 2524 และฉบับที่ 3 ออกในสมัยคสช ที่มีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นหัวหน้า ในปี 2559 และได้ย้าย กิจกรรมฮัจย์จากกระทรวงวัฒนธรรมไปสังกัดกระทรวงมหาดไทย  


ความหมายโดยทั่วไปของกฏหมายฉบับนี้คือเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ชาวไทยมุสลิมที่จะเดินทางไปแสวงบุญที่ประเทศซาอุดิอาระเบียตามศรัทธาส่วนบุคคล จึงออกกฏหมายมาบังคับให้เจ้าหน้าที่ทุกกระทรวง  ( 14 กระทรวง) ทบวง กรม ตั้งแต่ รมว ถึงกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ทั่วประเทศจะต้องปฏิบัติตามกฏหมายอำนวยความสะดวกนี้ทุกคน ,


-นอกจากนั้นได้จัดสรรเงินทุนหมุนเวียนจากงบประมาณแผ่นดินให้ผู้ประกอบกิจกรรมฮัจย์ นำไปใช้เป็นทุนหมุนเวียนในการประกอบธุรกิจโดยไม่คิดดอกเบี้ย ( เปรียบได้เช่นบริษัททัวร์ทั่วไป)  300 ล้านบาท เพื่อให้นำไปจองอาหารและโรงแรมล่วงหน้าที่ประเทศซาอุดิอาระเบีย  และผลกำไรที่ได้เข้าธุรกิจส่วนตัวเต็มร้อย


-และจัดตั้งแผนกส่งเสริมกิจกรรมฮัจย์ในกระทรวงมหาดไทย, ให้ข้าราชการกระทรวงมหาดไทยที่รับเงินเดือนจากภาษีประชาชนทั้งประเทศรับใช้  ทั้งหมดทั้งมวลที่้เกิดขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ชาวมุสลิมที่มีประชากร 3 ล้านคนโดยประมาณ จากประชากรทั้งหมด 70 ล้านคนทั่วประเทศที่ไม่มีใครคิดจะออกฏหมายมาอำนวยความสะดวกและหาผลประโยชน์จากแผ่นดินเข้าตนเองเพราะเรื่องศรัทธาส่วนบุคคล


พรบ ฮัจย์ เป็นกฏหมายที่บัญญัติขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวกแก่การเดินทางไปประกอบพิธีกรรมทางศาสนาอิสลามเท่านั้น ไม่ได้มีส่วนในการปกครองหรือพัฒนาประเทศแต่อย่างใด นอกจากประเทศไม่ได้ผลประโยชน์แล้วยังสูญเสียงบประมาณในการจัดการและให้กู้ยืมแก่บริษัททัวร์ฮัจย์โดยปราศจากดอกเบี้ย


 


1.2. พระราชบัญญัติธนาคารอิสลาม


ชาวมุสลิมร้องขอธนาคารอิสลามจากรัฐบาลด้วยเหตุผลที่ว่าหลักการอิสลามจะไม่ใช้เงินที่เกิดจากดอกเบี้ย  รัฐบาลจัดสรรงบประมาณเพื่อจัดตั้งธนาคาร 1,000 ล้านบาทตั้งแต่ปี 2545 ได้รับอนุมัติจากพ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ธนาคารสูญเสียเงินตั้งแต่วันแรกที่เปิด  ในเดือนตุลาคม ปี 2550 กระทรวงการคลังได้เข้าไปเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ทำให้ธนาคารอิสลามกลายเป็นรัฐวิสาหกิจสังกัดกระทรวงการคลังตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา


ปัจจุบันกระทรวงการคลังถือหุ้นที่สัดส่วน 99.59% ภายหลังจากที่มีการแก้ไขพระราชบัญญัติธนาคารอิสลามฉบับที่ 2 เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2561 เพื่อกำหนดให้กระทรวงการคลังสามารถถือหุ้นได้เกินร้อยละสี่สิบเก้าของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดเป็นการชั่วคราว  ธนาคารอิสลามมีเครือข่ายรวม 102 สาขา ครอบคลุมทุกภูมิภาคทั่วประเทศ  ในปี 2562 กระทรวงการคลังได้จ่ายเงินเข้าธนาคารอิสลามจำนวน 18,000 ล้านบาทเพื่อชดเชยผลขาดทุนของธนาคาร และทุกปียังมีการให้เงินสนับสนุนธนาคารเพิ่มปีละ 2,000 กว่าล้านนบาท คนไทยหลายคนไม่เคยรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นบนแผ่นดินนี้  และต่างก็ไม่เคยคิดเลยว่าอิสลามจะฉกฉวยประโยชน์จากประเทศมากมายมหาศาลเช่นนี้


พรบ ธนาคารอิสลาม มีการผันเงินภาษีไปใช้จ่ายในธนาคารอิสลามร่วมแสนล้าน ทำให้ประชากรไทยสูญเสียโอกาสในการได้รับผลประโยชน์จากการพัฒนาประเทศ เป็นสถาบันการเงินที่ตั้งขึ้นตามศาสนาบัญญัติของอิสลามเท่านั้น แม้จะอ้างว่าทุกศาสนาสามารถมาใช้บริการได้ แต่ชื่อก็ยังแสดงตัวตนว่าเป็นธนาคารของศาสนาอิสลามแต่ใช้เงินงบประมาณแผ่นดินไปใช้จ่าย ซึ่งเป็นสิ่งไม่ถูกต้องและผิดต่อคนทั้งแผ่นดิน


 


1.3. พระราชบัญญัติการบริหารองค์กรอิสลาม 2540 (พรบ ฉบับบนี้เป็นฉบับที่ปรับปรุงแก้ไขจากพรบ ปี 2489 ปี 2490 และปี 2491);  พระราชบัญญัติฉบับนี้เปรียบเหมือนเป็นรัฐธรรมนูญการปกครองของอิสลาม และเป็นเหมือนรัฐซ้อนรัฐ ภายใต้รัฐธรรมนูญของประเทศไทย แต่กลับมีการจัดองค์กรอิสลามคล้ายการบริหารการปกครองแต่อ้างใช้อำนาจผ่านศาสนา เช่นมีกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย (มีจุฬาราชมนตรีเป็นประธาน) ที่ทำหน้าหน้าที่เป็นฝ่ายปกครองสูงสุดของอิสลามในประเทศไทย (เทียบเท่าประมุขและผู้นำทางการปกครองสูงสุด มีสิทธิ์เบิกจ่ายค่าเดินทางค่ารักษาพยาบาลเทียบเท่าข้าราชการซี 9) มีองค์กรการปกครองส่วนท้องถิ่น คือคณะกรรมการกลางอิสลามประจำจังหวัด มีประธานกรรมการกลางอิสลามประจำจังหวัดเป็นหัวหน้าเทียบเท่าผู้ว่าราชการ พรบ  ฉบับนี้เป็นสายงานการปกครองเรื่องศาสนาระหว่างองค์กรอิสลามและมุสลิม ไม่ใช่สายงานการปกครองภายใต้มหาดไทย แม้รมว.มหาดไทยจะเป็นผู้รักษาการพรบ.ฉบับบนี้. (แต่ดันไปสังกัดกับมหาดไทย ) พรบ .ฉบับบนี้ให้อำนาจกรรมการอิสลามแห่งประเทศไทยเหนือกว่ากระทรวงมหาดไทยที่เป็นผู้รักษาการ แถมจุฬาราชมนตรีมีอำนาจเหนือกว่า รมต มหาดไทย จากพรบ ฉบับนี้ จังหวัดใดมีมัสิด 3 แห่งอนุญาตให้ตั้งกรรมการกลางอิสลามประจำจังหวัด และกรรมการทุกคนจะได้เงินเดือนตามตำแหน่งเพิ่มขึ้นทุกคน ส่วนมัสยิดทั่วไทยก็มีเงินเดือนให้ตั้งแต่ภารโรงยันประธานกรรมการกลางอิสลาม  และกรรมการกลางอิสลามประจำจังหวัดมีอำนาจเหนือผู้ว่าราชการจังหวัดในทางปฏิบัติ ปัจจุบันมีมัสยิดทั่วประเทศไทย 72 จังหวัด มีกรรมการอิสลามประจำจังหวัด 40 จังหวัด มีเจ้าหน้าที่มัสยิดที่รับเงินเดือนหลวงประมาณ 40,000 คนโดยประมาณ


 


นอกจากนี้ยังมีการอนุมัติงบประมาณแผ่นดินเป็นจำนวนหลายร้อยล้านบาทสร้างมัสยิดใหญ่หลายแห่ง และยังมีการใช้พื้นที่สาธารณะสร้างห้องละหมาดทั่วประเทศ ด้วยงบประมาณแผ่นดิน 100% ที่มาจากเงินภาษีของคนทั้งประเทศ ทำเพื่อคน 5% ของประเทศเท่านั้น ในขณะที่คนส่วนใหญ่ของประเทศต่างคิดไม่ถึงว่าจะมีใครคิดใช้ศาสนามาผันงบแผ่นดินไปใช้ได้มากมายเช่นนี้ ต่างไม่เคยคิดใช้ประโยชน์แผ่นดินด้วยการอ้างศรัทธาส่วนตนมาก่อน (ทุกวันนี้คนเหล่านั้นก็ยังงงอยู่)


อิสลามในประเทศไทย นอกจากจะมี พรบ อิสลาม แล้ว ยังมีมติ ครม ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีและ พรก อีกมากมายที่หลั่งไหลออกมาเพื่อสร้างและกอบโกยผลประโยชน์เข้าตน ยกตัวอย่างเช่น


มติคณะรัฐมนตรีครั้งที่ 1 เพื่อมอบทุนการศึกษาแก่อิสลาม4  จังหวัด ชายแดนใต้เข้าศึกษามหาวิทยาลัยรัฐทั้ง 9 แห่ง และโรงเรียนนายร้อยสามพรานฟรี  หลังจากจบการศึกษา สามารถบรรจุรับราชการโดยไม่ต้องสอบบางตำแหน่ง (เพื่อชดเชยแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ไม่สงบทางใต้ คงลืมไปว่าคนที่ได้รับผลกระทบและเสียชีวิตมากที่สุดไม่ใช่เป็นเพียงอิสลามเท่านั้น  แต่รัฐบาลกลับเลือกอุ้มชูอิสลามแทนโดยละเลยคนอื่นๆ) เริ่มจากปี 2514 จนถึงปัจจุบัน มติที่ 10 ก็ออกมาอีกเมื่อสองปีที่แล้ว ชาวมุสลิมจำนวนมากได้รับการศึกษาจากเงินภาษีของไทยทั้งประเทศ ทำให้มีจำนวนมุสลิมที่ทำงานในกระทรวง ทบวง กรม กระจายอยู่ทั่วประเทศเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเพราะมาตามโควต้าตั้งแต่เรียนและบรรจุ แต่แทนที่จะมาช่วยกันพัฒนาสังคมและประเทศไทย กลับกลายเป็นว่าคนไทยไปส่งเสริมอิสลามสร้างภาคีแยกตนเองออกจากสังคมไทยชัดเจนและเข้มแข็งกว่าแต่ก่อนเพราะเมื่ออิสลามแพร่กระจายไปยังส่วนอื่น ๆ ของประเทศไทยอิสลามไม่ยอมรับวัฒนธรรมท้องถิ่นแต่ไปสร้างวัฒนธรรมของตนเองขึ้นมาและใช้กฎหมายบังคับให้คนอื่นยอมรับความเชื่อของตนเอง เรียกร้องห้องละหมาดในสถานที่ราชการทุกแห่งเมื่อได้โควต้าไปบรรจุฟรีในแต่ละแห่ง เรียกร้องให้แต่งตัวตามหลักศาสนา เรียกร้องอาหาร ฮาลาล ((นั่นหมายถึงสถานที่เหล่านั้นจะต้องจัดเตรียมตามข้อเรียกร้องทั้งหมดให้กับพวกเขาตามพระราชบัญญัติการบริหารองค์กรอิสลาม 2540) และชอบอ้างความชอบธรรมและเท่าเทียมกันตามกฏหมายสิทธิมนุษยชน ทั้งที่สิทธิที่จะใช้ต้องคำนึงถึงการไม่ละเมิดสิทธิของคนอื่นด้วยจึงจะชอบธรรม


2. ยกเลิกจริยศึกษาอิสลาม

วิถีชีวิตของคนไทยผูกพันกับพุทธศาสนามาพร้อมกับการสร้างชาติ การสอนจริยศึกษาในโรงเรียนก็อิงคำสอนในพระพุทธศาสนา แต่มาวันหนึ่ง สพฐ  เห็นว่าจริยศึกษาแบบเดิมของไทยมีปัญหาเพราะสังคมเริ่มเกิดปัญหา จึงได้เกิดการริเริ่มโครงการทดลองสอนจริยศึกษาอิสลามในจังหวัดชายแดนใต้  สุดท้ายแล้วต้องการจะแผ่ขยายออกไปทั่วประเทศไทย เพื่อทดแทนจริยศึกษาแบบพุทธดั้งเดิมของไทย การริเริ่มการสอนจริยศึกษาอิสลามแบบนี้เป็นการเตรียมเด็กไปสู่สังคมใหม่ นั่นหมายถึงเขาหมายมั่นปั่นมือว่าประเทศนี้จะต้องเป็นรัฐอิสลามแน่นอนในอนาคต ดังนั้นจึงถือเป็นหน้าที่ของคนไทยพุทธทั่วประเทศที่จะออกมาปกป้องมาตุภูมิของตนเอง ร่วมกันลงชื่อตามลิ้งค์ด้านล่างนี้เพื่อหยุดการคืบคานการกลืนชาติ อย่าให้เกิดการนำจริยศึกษาอิสลามไปสู่ชุมชนชาวพุทธ


ลิงค์ด้านล่างนี่คือแผนการเปลี่ยนจริยศึกษาอิสลามแทนพุทธทั่วประเทศไม่ใช่เฉพาะสำหรับอิสลามเท่านั้น แต่หมายรวมกระจายไปทั่วประเทศ แม้สมเด็จปยุตโต จะแย้งไปแต่ก็หาหยุดพวกลัทธิกาเหว่าที่อยู่ในกระทรวงศึกษาธิการได้

ลองอ่านดูบทความด้านล่างนี้ค่ะ 

“อิสลามศึกษาโมเดล'กับการสอนคุณธรรมในโรงเรียน (ฟาฏินา วงศ์เลขา)”

https://www.moe.go.th/%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%A8%E0%B8%B6%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B9%82%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%A5%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%81

 

3.  ต่อต้านร่าง พรบ ฮาลาล 

สังคมไทยเป็นสังคมแห่งการเอื้อเฟื้อเผี่อแผ่ วิถีแห่งฮาลาลคือการกำหนดวิธีฆ่าสัตว์ที่จะนำมามารับประทานล่วงหน้า ขัดต่อวิถีแห่งสังคมไทยและพุทธศาสนา  ยุติการเบียดเบียนสังคมและรุกรานทางวัฒนธรรมการกินแบบอิสลาม อย่ายอมให้มีกฎหมายการกินอยู่แบบนี้ในประเทศไทย 


4. ต่อต้าน การตั้งปัตตานีมหานคร ประเทศไทยเป็นหนึ่งเดียว แผ่นดินนี้เป็นของคนไทย เป็นเลือดเนื้อและน้ำตาของบรรพบุรุษของเราที่หลั่งเลือดปกป้องบ้านเมืองเอาไว้ อย่ายอมให้โจรมายึดไปง่ายๆด้วยน้ำตามายา


การบังคับใช้กฏหมายศาสนาอิสลามภายใต้รัฐธรรมนูญไม่สมควรจะเกิดขึ้น เพราะศาสนาเป็นเรื่องของศรัทธาส่วนบุคคล ทำให้ระบบยุติธรรมของไทยบกพร่อง ทำให้อิสลามเป็นอภิสิทธิ์ชนเหนือคนทั้งแผ่นดิน  ด้วยเหตุผลคร่าวๆที่กล่าวมาเบื้องต้นจึงเห็นว่า พรบ อิสลาม นอกจากจะไม่สร้างคุณประโยชน์ให้ประเทศชาติแล้ว ยังสร้างภาระให้สังคมและประเทศชาติไม่มีที่สิ้นสุด 


ด้วยเหตุผลข้างต้นนี้ เราขอเชิญทุกท่านที่เห็นด้วยกับการคงไว้ซึ่งความเสมอภาคของกฎหมายและความยุติธรรมของสังคม ด้วยการลงชื่อเพื่อรณรงค์ยกเลิก พรบ อิสลาม


ยุติแนวคิดสุดโต่ง ลดอิทธิพลศาสนาต่อวิถีชีวิต ร่วมกันลงชื่อคัดค้านและยกเลิก พระราชบัญญัติอิสลามทั้งสามฉบับ

ลิงค์ลงชื่อนี้มีทั้งหมด 4 หัวข้อ 1 คือ ยกเลิก พรบ อิสลาม ทั้งสามฉบับ 2. การยกเลิกการสอนจริยศึกษาอิสลามแก่เด็กไทย 3. คัดค้านร่างพรบ ฮาลาล 4. คัดค้าน พรบ ปัตตานีมหานครที่เปรียบเหมือนการแยกดินแดนไทย


 

Visitors: 167,403